เชื่อมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ผ่านเทศกาลกินเจได้อย่างไร

ทุกเดือนสิบ ผู้เรียนเดินผ่านธงเหลืองและร้านอาหารเจทุกวัน แต่เทศกาลนี้แทบไม่เคยถูกพูดถึงในห้องเรียนวิทยาศาสตร์ บทความนี้เสนอแนวทางทีละขั้นให้ครูใช้เทศกาลกินเจเป็นบริบทการเรียนรู้ ตั้งแต่ตั้งคำถาม ดึงความรู้จากบ้านนำไปสู่การออกแบบการทดลอง

ทุกปีช่วงเดือนสิบ ธงเหลืองขึ้นตามร้านอาหารและแผงในตลาด เด็กหลายคนเดินผ่านร้านผัดหมี่เจทุกเช้า บางคนช่วยที่บ้านล้างแป้งทำหมี่กึง บางคนกินอาหารเจที่โรงอาหารเพราะแม่ค้าเปลี่ยนเมนูทั้งร้าน เก้าวันนั้นเป็นเรื่องใหญ่ของชุมชน แต่พอเข้าห้องเรียนวิทยาศาสตร์ เทศกาลนี้มักหายไปเหมือนไม่เคยเกิดขึ้น

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ครูไม่รู้ว่าอาหารเจมีวิทยาศาสตร์ ครูส่วนใหญ่รู้ว่าเต้าหู้เกี่ยวกับโปรตีน หรือหมี่กึงเกี่ยวกับการแยกสาร สิ่งที่ยากกว่าคือจะพาเรื่องที่ผู้เรียนเจอนอกห้องเข้ามาเป็นบทเรียนได้อย่างไร โดยไม่กลายเป็นแค่การยกตัวอย่างผ่าน ๆ ท้ายคาบ

เริ่มจากสิ่งที่ผู้เรียนเห็นอยู่แล้ว

จุดเริ่มที่ง่ายที่สุดคือให้ผู้เรียนเล่าว่าช่วงนี้เห็นอะไรเปลี่ยนไปบ้าง ร้านไหนเปลี่ยนเมนู ที่บ้านทำอะไรต่างจากปกติ ในตลาดมีของอะไรที่ไม่ค่อยเห็นช่วงอื่น ครูจดคำตอบขึ้นกระดานโดยยังไม่ต้องตัดสินว่าอะไรเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ขั้นนี้สำคัญกว่าที่คิด เพราะทำให้ผู้เรียนเป็นคนนำเรื่องเข้ามาเอง ไม่ใช่ครูยกตัวอย่างให้ ผู้เรียนที่บ้านกินเจจะมีเรื่องเล่าละเอียด ส่วนคนที่บ้านไม่ได้กินก็ยังเห็นธงเหลือง เห็นป้ายร้าน หรือเคยกินอาหารเจที่ไหนสักแห่ง ทุกคนมีอะไรให้พูด ถ้ามีเวลา ครูอาจให้การบ้านง่าย ๆ ก่อนคาบ เช่น ถ่ายรูปอาหารเจหนึ่งจานที่เจอในสัปดาห์นี้ หรือจดวัตถุดิบที่เห็นในตลาด รูปและรายการเหล่านี้จะเป็นวัตถุดิบของบทเรียนทั้งหน่วย

เปลี่ยนเรื่องในครัวให้เป็นคำถามที่สืบค้นได้

จากรายการบนกระดาน ครูช่วยผู้เรียนเปลี่ยนสิ่งที่เห็นให้เป็นคำถาม ขั้นนี้ต้องอาศัยความรู้เนื้อหาของครู Lee Shulman เรียกความรู้แบบนี้ว่าความรู้ในการสอนเนื้อหา (PCK) ซึ่ง รวมถึงตัวอย่าง อุปมา คำอธิบาย และการสาธิตที่ทำให้เนื้อหาเข้าใจได้สำหรับคนอื่น ครูที่รู้ว่าเต้าหู้เกี่ยวกับการตกตะกอนของโปรตีน จะเห็นว่าคำถาม “ทำไมเต้าหู้อ่อนกับเต้าหู้แข็งไม่เหมือนกัน” พาไปสู่บทเรียนได้ไกลแค่ไหน

ตัวอย่างคำถามที่เกิดจากของในครัวช่วงกินเจ และเนื้อหาที่ต่อได้

สิ่งที่ผู้เรียนเห็นคำถามที่สืบค้นได้เนื้อหาที่เชื่อมได้
เต้าหู้อ่อน เต้าหู้แข็งทำไมเนื้อต่างกัน ใช้อะไรทำให้น้ำเต้าหู้เป็นก้อนการตกตะกอนของโปรตีน สมบัติของสาร
ล้างแป้งทำหมี่กึงน้ำขุ่นคืออะไร สิ่งที่เหลือในมือคืออะไรการแยกสารผสม โปรตีนกับแป้ง
งดหอมกระเทียมทำไมหั่นหอมแล้วน้ำตาไหลแต่กระเทียมไม่ค่อยเอนไซม์ ปฏิกิริยาในเซลล์
แช่เห็ดหอมแห้งข้ามคืนแช่น้ำเย็นกับน้ำร้อนต่างกันไหมอุณหภูมิกับเอนไซม์ การรับรส

ให้คนในบ้านเป็นแหล่งเรียนรู้

เคล็ดลับหลายอย่างในครัวช่วงกินเจเป็นความรู้ที่ส่งต่อกันมาหลายรุ่น แม่รู้ว่าต้องพักแป้งก่อนล้าง ยายรู้ว่าต้องแช่เห็ดในน้ำเย็น คนเหล่านี้อาจไม่เคยเรียกสิ่งที่ตัวเองรู้ว่าวิทยาศาสตร์ แต่มันคือความรู้ที่ผ่านการลองผิดลองถูกมาแล้ว

แนวคิด Funds of Knowledge ของ Luis Moll และคณะ มองความรู้แบบนี้เป็นทรัพยากรของการสอน โดยนิยามว่าเป็น ความรู้และทักษะที่สะสมมาทางประวัติศาสตร์และพัฒนาขึ้นทางวัฒนธรรม ซึ่งครัวเรือนใช้ในการดำเนินชีวิต และเสนอว่า การนำความรู้นี้เข้ามาในห้องเรียนช่วยให้การเรียนรู้มีฐานรองรับมากขึ้น งานของ Angela Calabrese Barton และ Edna Tan นำแนวคิดนี้มาใช้กับวิชาวิทยาศาสตร์โดยตรง ในหน่วยการเรียนรู้เรื่องอาหารและโภชนาการ ศึกษาว่าผู้เรียนนำความรู้อะไรจากบ้านเข้ามา และใช้มันอย่างไรในบทเรียน

ในทางปฏิบัติ ครูให้ผู้เรียนสัมภาษณ์คนในบ้านที่ทำอาหารเป็นประจำ คำถามควรเน้นเหตุผลมากกว่าสูตร เช่น ทำไมต้องทำแบบนี้ ถ้าไม่ทำจะเป็นอย่างไร เรียนมาจากใคร คำตอบที่ได้จะกลายเป็นข้อมูลของห้อง และหลายข้อเปลี่ยนเป็นสมมติฐานได้ทันที

การทำแบบนี้ยังส่งผลต่อมุมมองของผู้เรียนต่อวิทยาศาสตร์ด้วย แนวคิดทุนทางวิทยาศาสตร์ (Science Capital) ของ Louise Archer นับ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของครอบครัว และการคุยเรื่องวิทยาศาสตร์ในชีวิตประจำวัน เป็นส่วนหนึ่งของทุนนี้ เมื่อครูยอมรับว่าสิ่งที่แม่หรือยายรู้คือวิทยาศาสตร์ ผู้เรียนจะเห็นว่าวิทยาศาสตร์อยู่ในบ้านตัวเองอยู่แล้ว

ออกแบบการทดลองจากเคล็ดลับในครัว

เคล็ดลับจากบ้านเป็นจุดตั้งต้นที่ดีของการทดลองแบบควบคุมตัวแปร เพราะมีคำทำนายชัดอยู่แล้ว ผู้เรียนแค่ต้องออกแบบวิธีทดสอบ ตัวอย่างเช่น ถ้าที่บ้านบอกว่าต้องพักแป้งก่อนล้าง ผู้เรียนอาจเตรียมแป้งสองก้อนที่ใช้แป้งและน้ำเท่ากัน ก้อนหนึ่งพักไว้ อีกก้อนล้างทันที แล้วเทียบน้ำหนักหรือลักษณะของสิ่งที่เหลือ ถ้าที่บ้านบอกว่าแช่เห็ดในน้ำเย็นอร่อยกว่า ผู้เรียนลองแช่เห็ดสองชุดในน้ำต่างอุณหภูมิ แล้วชิมเทียบกัน ผลที่ได้จะตรงกับที่บ้านบอกหรือไม่ก็ได้ ทั้งสองแบบมีประโยชน์ เพราะเปิดให้คุยกันต่อว่าทำไม

กรณีเห็ดหอมมีข้อมูลรองรับว่า น้ำร้อนทำให้เอนไซม์ย่อยสารให้รสอูมามิทิ้งไป ครูจึงใช้ผลการทดลองเชื่อมไปสู่เรื่องอุณหภูมิกับการทำงานของเอนไซม์ได้ ส่วนการพักแป้ง ครูชวนผู้เรียนเชื่อมกับเรื่องที่ว่า การพักแป้งทำให้โครงข่ายกลูเตนแข็งแรงขึ้นจนแยกแป้งออกง่าย

สิ่งที่ได้มากกว่าเนื้อหาคือการที่ผู้เรียนเห็นว่าคำถามจากโต๊ะอาหารที่บ้านก็เป็นคำถามทางวิทยาศาสตร์ได้ และคนในบ้านก็เป็นผู้รู้ได้เช่นกัน ผู้เรียนหลายคนเชื่อว่าวิทยาศาสตร์คือสิ่งที่เกิดในห้องแล็บ ทำโดยคนใส่เสื้อกาวน์ และไม่เกี่ยวกับชีวิตที่บ้าน เทศกาลกินเจเป็นโอกาสเล็ก ๆ ที่จะแย้งความเชื่อนั้น เพราะในเก้าวันนี้ วิทยาศาสตร์เกิดขึ้นในครัวของพวกเขาเอง ในมือของคนที่พวกเขารู้จัก ถ้าผู้เรียนออกจากหน่วยนี้ไปพร้อมความรู้สึกว่าวิทยาศาสตร์อยู่ใกล้กว่าที่คิด แค่นั้นก็คุ้มแล้ว

คุณน่าจะชอบสิ่งนี้