ภาพมีมช่วยครูสอนสะเต็มได้อย่างไร

มีมคือภาพตลกที่มีคำบรรยายสั้นๆ ซึ่งเด็กๆชอบส่งให้กันในแชทบนมือถือทุกวัน จะเป็นอย่างไรถ้าหากภาพเหล่านี้ช่วยให้เด็กสามารถเข้าใจบทเรียนได้ดียิ่งขึ้น บทความนี้ชวนครูลองนำมีมไปใช้ภายในห้องเรียน ให้นักเรียนลองทำมีมจากเรื่องที่กำลังเรียนอยู่ พร้อมทั้งคำนึงถึงภาพที่ไม่เหมาะสมและลิขสิทธิ์

ลองนึกถึงภาพหนึ่งภาพ เป็นภาพคนที่กำลังทำหน้างุนงง เขียนคำบรรยายว่า “เข้าเรียนทุกคาบ…ไม่ทราบอะไรเลย” ภาพแบบนี้คือมีมที่เด็กๆเห็นแล้วชอบใจ เพราะมีความรู้สึกคล้อยตามไปกับรูปภาพจริงๆ แล้วแชร์กันต่อในกลุ่มเพื่อน นักเรียนส่วนใหญ่เจอภาพแบบนี้ในโซเชียลมีเดียทุกวัน แต่พอเข้าคาบวิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์ ภาพเหล่านี้กลับไม่อยู่ในบทเรียน ครูหลายท่านอาจสงสัยว่าเอามาสอนจริง ๆ ได้ไหม หรือสุดท้ายจะเป็นแค่เรื่องขำ ๆ ที่ผ่านไปเฉย ๆ งานวิจัยพบว่าการเรียนรู้ผ่านภาพและข้อความควบคู่กัน จะช่วยให้นักเรียนเข้าใจและจำข้อมูลได้ดีขึ้น ซึ่งมีมมีทั้งภาพและข้อความที่เด็กๆคุ้นตาอยู่แล้ว ครูสามารถเริ่มจากการหามีมสำเร็จรูปมาใช้ในห้องเรียนได้เลย

เริ่มจากมีมที่เด็กรู้สึกร่วมได้

เริ่มจากเลือกมีมสองสามภาพที่เกี่ยวกับเรื่องที่กำลังสอน แล้วนำมาให้เด็กๆดู จากนั้นถามว่า “เคยเป็นแบบนี้ไหม” หรือ “คิดว่ามีมนี้พูดถึงอะไร” ให้แต่ละคนเล่าเรื่องของตัวเอง แล้วค่อยเชื่อมโยงเข้าบทเรียน เช่น ถ้ามีมพูดถึงความรู้สึกตอนสอบ ก็ถามต่อว่าปกติเตรียมสอบอย่างไร ถ้าเจอโจทย์ที่ไม่เคยเห็นจะเริ่มคิดจากอะไร

เด็กๆจะมีความรู้สึกร่วมก็ต่อเมื่อเข้าใจมุก ถ้าไม่รู้ว่าภาพมาจากไหน เด็กๆก็อาจจะงงและไม่มีความรู้สึกร่วม ในผลสำรวจของงานวิจัย นักศึกษาร้อยละ 41.5 ชอบ มีมตลก ๆ ที่ช่วยอธิบายเรื่องยาก ส่วนร้อยละ 30 ชอบมีมที่พูดถึงดารา หนัง หรือกระแสสังคม

ชวนเด็กให้ลองตีความมีมก่อนลงมือทำ

ก่อนให้เด็กเริ่มทำมีม ควรให้เวลาอ่านและคุยกันก่อน ครูใช้คำถามสี่ข้อนี้ได้เลย

  1. ภาพนี้บอกอะไร ให้เด็กๆชี้ว่าส่วนไหนคือภาพ ส่วนไหนคือคำบรรยาย
  2. มีมนี้ต้องการสื่ออะไร ให้เด็กๆตีความ และลองเทียบกับมีมอื่นที่พูดเรื่องใกล้กัน
  3. ถ้าทำมีมแบบนี้เอง จะทำเรื่องอะไร ให้เด็กๆเริ่มคิดว่าจะหยิบเนื้อหาไหนมาทำ
  4. มีมนี้ถูกต้องไหม และคนแต่ละกลุ่มจะเข้าใจต่างกันหรือเปล่า ให้เด็กๆประเมินมีมที่ดูอยู่

ข้อสุดท้ายสำคัญกับวิชาสะเต็มเป็นพิเศษ งานวิจัยบอกว่าครูใช้มีมให้เด็กๆฝึกตรวจได้ว่าข้อมูลไหนถูกและข้อมูลไหนชวนให้เข้าใจผิด ถ้าครูหามีมที่ตลกแต่อธิบายแนวคิดผิดมาให้นักเรียนจับผิด ก็เป็นโอกาสดีที่จะคุยกันว่า “ขำ” กับ “ถูก” ไม่ใช่เรื่องเดียวกันลองทำมีมจากเรื่องที่เรียน

ลงมือทำมีมจากเรื่องที่เรียน

เมื่อเด็กๆเข้าใจถึงมีมเรียบร้อยแล้ว ให้ลงมือลองทำเองแบบเป็นกิจกรรมเล็กๆให้ทำเป็นคู่หรือกลุ่มเล็กๆ โดยใช้เว็บหรือแอปสร้างมีมออนไลน์ เช่น Imgflip, Canva และ Meme Generator แล้วเขียนข้อความที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่เรียน งานวิจัยเสนอตัวอย่างหัวข้อที่ทำเป็นมีมได้ เช่น คำศัพท์ใหม่อย่าง “เทอร์โมไดนามิกส์” เด็กๆทำมีมเป็นภาพนักวิทยาศาสตร์เหงื่อตก พยายามอธิบายเรื่องนี้ให้เพื่อนฟังแต่เพื่อนไม่เข้าใจ ซึ่งช่วยให้จำคำและความหมายได้

ครูควรย้ำสองเรื่องสำคัญคือ ภาพต้องตรงกับแนวคิดจริงและความตลกต้องไม่ทำให้เนื้อหาผิดเพี้ยน เวลาให้คะแนนหรือให้ข้อเสนอแนะ งานวิจัยเสนอให้ดูสามอย่างได้แก่ ความเกี่ยวข้องกับเนื้อหา การสื่อสารที่ชัดเจนและความคิดสร้างสรรค์ นอกจากนี้ยังให้ดูว่าเด็กๆอธิบายแนวคิดได้ถูกต้องหรือเปล่า ทั้งนี้ครูบอกเกณฑ์เหล่านี้ให้เด็กรู้ก่อนเริ่มทำก็ได้

พูดคุย แบ่งปัน และปรับปรุงภายในชั้นเรียน

เมื่อเด็กทำมีมเสร็จกันแล้ว ให้นำมีมมาให้เพื่อนในห้องดู อาจนำเสนอในคาบหรือโพสต์ในพื้นที่ออนไลน์ของห้อง แล้วชวนคุยว่ามีมนี้ใช้ความตลกอย่างไร และจับเนื้อหาได้ดีแค่ไหน จากนั้นให้เด็กแต่ละคนลองปรับมีมของเพื่อน เช่น เปลี่ยนภาพหรือข้อความให้ตรงกับประสบการณ์ของตัวเองมากขึ้น และปิดด้วยการเขียนสั้น ๆ ว่ามีมช่วยเสริมการเรียนรู้ได้แค่ไหน

งานวิจัยเสนอขั้นตอนที่ใช้ได้จริงในห้องเรียน คือให้เด็กส่งมีมให้ครูตรวจก่อนแบ่งปันกันในชั้นเรียน ถ้ายังไม่ผ่านก็ให้คำแนะนำแล้วให้แก้ไขเพื่อส่งใหม่ ขั้นตอนตรวจนี้ช่วยให้เด็กๆปรับงานให้ดีขึ้น และกันไม่ให้เนื้อหาที่ไม่เหมาะสมไปถึงเพื่อนทั้งห้อง

นักศึกษา 77 คนตอบว่าอย่างไร

งานวิจัยสำรวจนักศึกษามหาวิทยาลัยวิชาคณิตศาสตร์ที่ประเทศลิทัวเนีย จำนวน 77 คน อายุ 19–20 ปี ผลคือ

นักศึกษาตอบว่าจำนวน (คน)ร้อยละ
มีมช่วยให้มีส่วนร่วมในการคุยและทำกิจกรรมมากขึ้น6787
อยากเห็นมีมในรายวิชาต่อๆ ไป6382
มีมน่าสนใจและทำให้อยากเรียน6179
มีมช่วยให้เข้าใจเนื้อหาดีขึ้น5369
มีมช่วยให้จำเนื้อหาได้ดีขึ้น4457

แต่ตัวเลขเหล่านี้เป็นความรู้สึกของนักเรียนกลุ่มเดียว ในรายวิชาเดียว และเป็นนักเรียนมหาวิทยาลัย ไม่ใช่เด็กประถมหรือมัธยม งานวิจัยไม่ได้รายงานการเปรียบเทียบกับห้องที่ไม่ใช้มีม จึงบอกได้ว่านักเรียนกลุ่มนี้รู้สึกอย่างไร แต่ยังบอกไม่ได้ว่าผลการเรียนดีขึ้นเพราะมีมมากแค่ไหน ผู้วิจัยเองก็ระบุว่าควรศึกษาเพิ่มในหลายสาขาและหลายช่วงอายุ ครูจึงสามารถนำไปปรับใช้ในห้องเรียนแล้วดูผลลัพธ์เองได้เลย

ที่มา: Sidekerskienė & Damaševičius (2025)

สี่เรื่องที่ครูควรระวังก่อนเริ่ม

งานวิจัยรวบรวมข้อควรระวังไว้หลายข้อ นี่คือสี่ข้อหลักได้แก่

  • ลิขสิทธิ์ มีมจำนวนมากใช้ภาพที่มีเจ้าของ ควรเลือกภาพที่ใช้เพื่อการศึกษาได้หรือได้รับอนุญาต
  • เนื้อหาไม่เหมาะสมและอคติ มีมบางภาพมีเนื้อหาล่วงเกินหรือตอกย้ำอคติ ครูควรคัดกรองก่อนใช้และก่อนแบ่งปัน
  • ตีความต่างกัน เด็กที่มีภูมิหลังต่างกันอาจเข้าใจมีมเดียวกันไม่เหมือนกัน ครูควรอธิบายที่มาและรับฟังปฏิกิริยาของเด็กๆ
  • ใช้ให้พอดี ใช้บ่อยเกินไป ความแปลกใหม่ก็หมด เด็กๆอาจสนใจการทำมีมมากกว่าเนื้อหา และบางหัวข้อต้องอธิบายเป็นทางการและละเอียดกว่าที่มีมให้ได้

นักเรียนได้อะไรจากกิจกรรมนี้

จากผลสำรวจข้างต้น เด็กรู้สึกว่าอยากเรียนมากขึ้น กล้าคุยและมีส่วนร่วมมากขึ้น และเข้าใจกับจำเนื้อหาได้ดีขึ้น

รวมถึงการได้ใช้สิ่งที่ทำกันทุกวันบนหน้าจอโทรศัพท์ ทั้งภาพ มุกตลก และการส่งต่อให้เพื่อน มาอธิบายแนวคิดในคาบสะเต็ม การทำมีมที่ดีต้องเลือกภาพให้ตรงกับแนวคิด เขียนข้อความที่ให้ทั้งอารมณ์ขันและถูกต้อง แล้วดูว่าเพื่อนอ่านแล้วเข้าใจหรือไม่

มีมไม่ได้มาแทนการสอนแบบอื่น และหลักฐานที่มีตอนนี้ก็ยังจำกัด แต่ถ้าจบกิจกรรมแล้วเด็กนักเรียนเห็นว่าสิ่งที่ตัวเองถนัดนอกห้องเรียนใช้อธิบายวิทยาศาสตร์ได้ ก็นับว่าคุ้มกับเวลาที่ใช้

อ้างอิง

Sidekerskienė, T., & Damaševičius, R. (2025). Pedagogical memes: A creative and effective tool for teaching STEM subjects. International Journal of Mathematical Education in Science and Technology, 56(7), 1230–1260.

DOI: https://doi.org/10.1080/0020739X.2024.2328818

คุณน่าจะชอบสิ่งนี้