PISA 2025 กับทุนทางวิทยาศาสตร์:การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองแบบไหนที่สัมพันธ์กับผลการเรียนของนักเรียน

PISA 2025 พบว่าความสนใจของพ่อแม่ต่อการเรียนในแต่ละวันสัมพันธ์กับผลการเรียนวิทยาศาสตร์ แต่การสนับสนุนนี้กำลังลดลงเกือบทั่วโลก โดยเฉพาะในเด็กที่เสียเปรียบ แนวคิดทุนทางวิทยาศาสตร์ช่วยอธิบายว่าทำไม และห้องเรียนช่วยอะไรได้

ลองนึกถึงครั้งล่าสุดที่คุณถามลูกหลานในบ้านว่า “วันนี้ที่โรงเรียนทำอะไรมาบ้าง” คำตอบที่ได้น่าจะคล้ายกันแทบทุกบ้าน “ก็เรียนเฉย ๆ” “ไม่มีอะไร” หรือเสียงอืมสั้น ๆ ก่อนเด็กจะก้มลงดูโทรศัพท์ต่อ ถามซ้ำสองสามวันก็ได้คำตอบเดิม จนหลายบ้านเลิกถามไปเอง ในฐานะครู เราก็เห็นอีกด้านของภาพเดียวกัน ถามนักเรียนว่าที่บ้านรู้ไหมว่าช่วงนี้เรียนเรื่องอะไร หลายคนตอบว่า “ที่บ้านไม่ได้ถาม”

ความเงียบระหว่างบ้านกับโรงเรียนแบบนี้อาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่ผลการประเมิน PISA 2025 ที่ OECD เผยแพร่เมื่อเดือนกันยายน 2026 บอกว่าไม่เล็กเลย ในบรรดาการสนับสนุนจากครอบครัวที่ PISA สำรวจ การที่พ่อแม่ถามว่าวันนี้ที่โรงเรียนทำอะไรมา สัมพันธ์กับความต่างของคะแนนมากที่สุด เกือบสองเท่าของการคุยเรื่องผลการเรียน แต่ในเวลาเพียงสามปี นักเรียนเกือบทุกประเทศกลับรายงานว่าได้รับการสนับสนุนแบบนี้น้อยลง และลดลงชัดที่สุดในนักเรียนชายและนักเรียนจากครอบครัวที่เสียเปรียบ คำถามที่หลายบ้านเลิกถามไปแล้ว อาจเป็นคำถามที่สำคัญที่สุด และเด็กที่ได้ยินมันน้อยลงที่สุดก็คือเด็กที่ต้องการมันมากที่สุด

สิ่งที่ PISA 2025 พบ: ความสนใจต่อการเรียนในแต่ละวันคือสิ่งที่โดดเด่น

OECD เปรียบเทียบคะแนนของนักเรียนอายุ 15 ปีที่รายงานว่าพ่อแม่หรือคนในครอบครัวแสดงความสนใจต่อการเรียนของตนในสามลักษณะ กับนักเรียนที่ไม่ได้รับความสนใจลักษณะนั้น

สิ่งที่ครอบครัวทำ (ตามที่นักเรียนรายงาน)ความต่างของคะแนนโดยประมาณ
สนใจว่านักเรียนกำลังเรียนอะไรราว 14 คะแนน
พูดคุยว่านักเรียนเรียนเป็นอย่างไรบ้างราว 14 คะแนน
ถามว่าวันนี้ที่โรงเรียนทำอะไรมาราว 26 คะแนน

ตัวเลขในตารางชี้ว่า การถามว่าวันนี้ทำอะไรมาสัมพันธ์กับความต่างของคะแนนเกือบสองเท่าของอีกสองแบบ รายงานฉบับเต็มสรุปในทิศทางเดียวกันว่า ความสัมพันธ์เชิงบวกที่สม่ำเสมอระหว่างการสนับสนุนจากครอบครัวกับผลการเรียนวิทยาศาสตร์ ดูเหมือนจะมาจากความสนใจของพ่อแม่ต่อการเรียนในชีวิตประจำวันของนักเรียน ประเด็นนี้สำคัญสำหรับครูวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะ เพราะวิทยาศาสตร์เป็นวิชาหลักของการประเมินรอบนี้

ข้อค้นพบไม่ได้จำกัดอยู่ที่คะแนน รายงานยังพบว่า นักเรียนที่รู้สึกว่าพ่อแม่สนใจการเรียนและถามถึงสิ่งที่ทำที่โรงเรียนบ่อยกว่า มีแนวโน้มจะมีกรอบคิดแบบเติบโต (growth mindset) มากกว่า ขณะที่การสนับสนุนที่มุ่งไปข้างหน้า เช่น การคุยเรื่องการศึกษาต่อ มีความต่างระหว่างกลุ่มน้อยกว่า และพบในประมาณครึ่งหนึ่งของระบบการศึกษาเท่านั้น ข้อนี้ขัดกับความเชื่อทั่วไปที่ว่าการวางแผนอนาคตให้ลูกเป็นการสนับสนุนที่สำคัญที่สุด ข้อมูลกลับชี้ว่าความสนใจต่อ “วันนี้” ของเด็กมีความหมายมากกว่าความคาดหวังต่อ “วันหน้า”

ข้อมูลทั้งหมดนี้ต้องอ่านอย่างระมัดระวัง เพราะเป็นความสัมพันธ์ ไม่ใช่เหตุและผล และมาจากการรายงานของนักเรียนเอง ความสัมพันธ์อาจไหลได้ทั้งสองทาง เด็กที่เรียนดีและรู้สึกดีกับโรงเรียนอาจเล่าเรื่องโรงเรียนมากกว่า พ่อแม่จึงถามบ่อยกว่าก็เป็นได้ จึงไม่ควรตีความว่าการถามคำถามนี้จะเพิ่มคะแนนได้ 26 คะแนน สิ่งที่ข้อมูลบอกได้อย่างมั่นใจคือ บทสนทนาเรื่องชีวิตประจำวันที่โรงเรียนเป็นส่วนหนึ่งของภาพที่มาคู่กับผลการเรียนและทัศนคติต่อการเรียนที่ดีกว่า

ทำไมคำถามธรรมดาจึงโดดเด่น

ลองเทียบว่าคำถามทั้งสามแบบต้องอาศัยอะไรจากผู้ปกครองบ้าง การพูดคุยว่าลูกเรียนเป็นอย่างไรมักต้องมีข้อมูลเรื่องคะแนนหรือพฤติกรรมในห้อง ซึ่งผู้ปกครองต้องติดตามจากโรงเรียน การสนใจว่าลูกกำลังเรียนอะไรจะง่ายขึ้นมากถ้าผู้ปกครองรู้จักเนื้อหานั้นบ้าง แต่การถามว่าวันนี้ทำอะไรมาไม่ต้องใช้ความรู้ใดเลย ผู้ปกครองที่จบ ป.4 กับผู้ปกครองที่จบปริญญาเอกถามได้เหมือนกัน

อีกความต่างหนึ่งคือ คำถามสองแบบแรกมีผู้ปกครองเป็นคนกำหนดประเด็น ส่วนคำถามที่สามเป็นคำถามปลายเปิดที่ให้เด็กเป็นคนเล่าและเลือกเองว่าอะไรในวันนั้นสำคัญ คำถามแบบนี้จึงไม่ใช่การ “ตรวจงาน” แต่เป็นการบอกเด็กว่าประสบการณ์ของเขามีความหมายในสายตาคนที่บ้าน ซึ่งอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่มันสัมพันธ์กับกรอบคิดแบบเติบโต และเป็นจุดเชื่อมสำคัญกับแนวคิดทุนทางวิทยาศาสตร์ที่จะกล่าวต่อไป

ปัญหาที่ซ่อนอยู่: การสนับสนุนจากครอบครัวลดลงเกือบทั่วโลก

ข้อความที่อินโฟกราฟิกของ OECD เน้นไว้ท้ายภาพคือ นักเรียนในเกือบทุกประเทศรายงานว่าได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวน้อยกว่าปี 2022 เมื่อดูรายงานรายประเทศจะเห็นว่าการลดลงเกิดขึ้นทั้งในประเทศที่ร่ำรวยและประเทศกำลังพัฒนา และเกิดขึ้นในเวลาเพียงสามปี

ประเทศพ่อแม่ถามว่าทำอะไรที่โรงเรียน (อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง)คุยเรื่องปัญหาที่โรงเรียน (อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง)
ฝรั่งเศส74% → 63%48% → 34%
สเปน77% → 69%60% → 50%
สวิตเซอร์แลนด์77% → 71%52% → 41%
ออสเตรเลีย81% → 75%54% → 44%
ฟิลิปปินส์57% → 54%45% → 38%

เมื่อแนวโน้มนี้ซ้อนกับช่องว่างทางเศรษฐกิจและสังคม

การลดลงของการสนับสนุนจากครอบครัวน่ากังวลขึ้นอีกเมื่ออ่านคู่กับข้อมูลความเหลื่อมล้ำใน PISA ชุดเดียวกัน โดยเฉลี่ยในประเทศ OECD นักเรียนกลุ่มได้เปรียบทางเศรษฐกิจและสังคมมีคะแนนวิทยาศาสตร์สูงกว่ากลุ่มเสียเปรียบถึง 85 คะแนน ช่องว่างนี้แคบลงระหว่างปี 2022 ถึง 2025 แต่ส่วนใหญ่เป็นเพราะกลุ่มได้เปรียบทำคะแนนได้ต่ำลง ไม่ใช่เพราะกลุ่มเสียเปรียบพัฒนาขึ้น

นอกจากนี้ นักเรียนกลุ่มได้เปรียบยังรายงานความผูกพันกับการเรียนสูงกว่ากลุ่มเสียเปรียบในทุกมิติที่ PISA สำรวจ ทั้งความใฝ่รู้ ความเพียร การขอความช่วยเหลือ และกรอบคิดแบบเติบโต ซึ่งมิติเหล่านี้ล้วนสัมพันธ์เชิงบวกกับผลการเรียนวิทยาศาสตร์และเสริมกันเอง

เมื่อนำข้อมูลเหล่านี้มาวางรวมกัน ภาพที่ได้คือวงจรที่เสริมตัวเอง เด็กจากครอบครัวที่เสียเปรียบมีคะแนนต่ำกว่า มีความผูกพันกับการเรียนน้อยกว่า และตอนนี้ยังได้รับการสนับสนุนแบบที่สัมพันธ์กับผลการเรียนและกรอบคิดแบบเติบโตลดลงมากกว่ากลุ่มอื่นด้วย หากไม่มีอะไรมาขัดวงจรนี้ ช่องว่างอาจไม่ได้ถ่างออกเพราะคุณภาพโรงเรียนเพียงอย่างเดียว แต่เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นหลังเลิกเรียนด้วย

OECD เองให้น้ำหนักกับเรื่องนี้ในการแถลงผล โดยเลขาธิการ OECD ระบุว่าระบบการศึกษาที่ประสบความสำเร็จที่สุด นอกจากจะลงทุนกับครูและให้การสนับสนุนนักเรียนที่ต้องการมากที่สุดแล้ว ยังดึงผู้ปกครองให้มีส่วนร่วมด้วย

ประเทศไทยในภาพนี้

ข้อมูลภาพรวมของไทยมีทั้งข่าวดีและคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ คะแนนวิทยาศาสตร์ของไทยใน PISA 2025 ปรับตัวดีขึ้นจากรอบก่อน และไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่นักเรียนรายงานว่าได้รับการสนับสนุนจากครูในคาบวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นมากที่สุดเมื่อเทียบกับปี 2015 ข้อมูลนี้บอกว่าครูวิทยาศาสตร์ไทยกำลังทำบางอย่างที่นักเรียนรับรู้ได้

ข้อมูลที่ใช้เขียนบทความนี้ยังไม่ครอบคลุมตัวเลขการสนับสนุนจากครอบครัวของนักเรียนไทยโดยตรง จึงยังบอกไม่ได้ว่าไทยเป็นไปตามแนวโน้มโลกหรือเป็นข้อยกเว้นแบบเวียดนาม แต่ข้อมูลที่มีทำให้เกิดคำถามที่ครูไทยควรคิดต่อ หากการสนับสนุนจากครูในห้องเรียนเพิ่มขึ้นแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นในห้องเรียนเดินทางกลับไปถึงบ้านได้มากน้อยเพียงใด และห้องเรียนจะช่วยให้บทสนทนาที่บ้านเกิดขึ้นง่ายขึ้นได้หรือไม่

ทุนทางวิทยาศาสตร์: เลนส์ที่ช่วยอธิบายว่าทำไมบทสนทนาที่บ้านจึงสำคัญ

ส่วนนี้เป็นการนำงานวิจัยด้านทุนทางวิทยาศาสตร์มาอ่านร่วมกับข้อมูล PISA โดยผู้เขียน ข้อค้นพบของ Archer และคณะมาจากบริบทประเทศอังกฤษ

จากทุนของ Bourdieu สู่ทุนทางวิทยาศาสตร์

Pierre Bourdieu นักสังคมวิทยาชาวฝรั่งเศส อธิบายว่าความได้เปรียบในสังคมไม่ได้มาจากทุนทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากทุนทางวัฒนธรรม เช่น ความรู้ รสนิยม วิธีพูด และทุนทางสังคม เช่น เครือข่ายคนที่รู้จัก ทุนเหล่านี้มีค่าเพราะแลกเปลี่ยนเป็นความได้เปรียบในสนามต่าง ๆ ได้ โดยเฉพาะในโรงเรียน ซึ่งให้คุณค่ากับทุนบางรูปแบบมากกว่ารูปแบบอื่น Bourdieu ยังใช้คำว่า habitus หมายถึงวิธีคิด ความเคยชิน และความรู้สึกว่า “อะไรเป็นเรื่องของคนอย่างเรา” ที่คนแต่ละกลุ่มสั่งสมมาจากครอบครัวและสภาพแวดล้อม

Louise Archer และคณะจากโครงการวิจัยระยะยาว ASPIRES ในอังกฤษ นำแนวคิดนี้มาต่อยอด โดยเสนอว่าในสังคมปัจจุบัน ทุนที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์มีมูลค่าสูงเป็นพิเศษ และใช้เป็นเลนส์อธิบายได้ว่าทำไมเด็กบางกลุ่มจึงใฝ่ฝันจะเรียนต่อหรือทำงานด้านวิทยาศาสตร์มากกว่ากลุ่มอื่น ทุนทางวิทยาศาสตร์จึงไม่ได้หมายถึงการเก่งวิทยาศาสตร์ แต่หมายถึงทรัพยากรรอบตัวเด็กที่ทำให้วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องที่คุ้นเคย เข้าถึงได้ และ “เป็นของเรา”

องค์ประกอบ 8 มิติของทุนทางวิทยาศาสตร์

Archer และคณะแบ่งทุนทางวิทยาศาสตร์ออกเป็น 8 มิติ ซึ่งครอบคลุมทั้งสิ่งที่เด็กรู้ วิธีคิด สิ่งที่ทำ และคนที่รู้จัก

มิติสุดท้ายเชื่อมกับข้อมูล PISA โดยตรง ในกรอบคิดนี้ การพูดคุยในชีวิตประจำวันไม่ได้เป็นแค่กิจกรรมที่ “ดีถ้ามี” แต่เป็นทุนรูปแบบหนึ่งที่สะสมได้ และส่งผลต่อว่าเด็กจะมองวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องของตัวเองหรือไม่ ที่น่าสังเกตคือ มิติส่วนใหญ่ในตาราง เช่น คุณวุฒิของครอบครัว การรู้จักนักวิทยาศาสตร์ หรือการพาไปพิพิธภัณฑ์ ขึ้นกับฐานะและระดับการศึกษาของครอบครัวค่อนข้างมาก แต่การพูดคุยในชีวิตประจำวันเป็นมิติที่ครอบครัวทุกแบบสร้างได้

ทุนนี้กระจายตัวไม่เท่ากัน และไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

จากการสำรวจนักเรียนมัธยมอายุ 11–15 ปีในอังกฤษจำนวน 3,658 คน Archer และคณะพบว่า นักเรียนที่มีทุนทางวิทยาศาสตร์สูงมีเพียง 5% ส่วนใหญ่ราว 68% อยู่ในระดับปานกลาง และ 27% อยู่ในระดับต่ำ ระดับทุนนี้ไม่ได้กระจายแบบสุ่ม แต่สัมพันธ์อย่างชัดเจนกับทุนทางวัฒนธรรมของครอบครัว เพศ ชาติพันธุ์ และกลุ่มการเรียนที่นักเรียนถูกจัดให้อยู่

ความต่างนี้ส่งผลต่ออนาคตของเด็กอย่างเห็นได้ชัด นักเรียนกลุ่มทุนต่ำมีแนวโน้มเป็นเพศหญิงและมาจากครอบครัวที่เสียเปรียบทางสังคมมากกว่า มีเพียง 20% ที่อยากทำงานเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ในอนาคต เทียบกับ 51% ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด และมีเพียง 6% ที่อยากเรียนวิทยาศาสตร์ในระดับปริญญา ตัวเลขเหล่านี้บอกว่า ความห่างจากวิทยาศาสตร์ของเด็กกลุ่มนี้ไม่ได้เริ่มจากความสามารถ แต่เริ่มจากสภาพแวดล้อมที่ทำให้วิทยาศาสตร์ดูเป็นเรื่องไกลตัว

ครอบครัวทำให้วิทยาศาสตร์ “นึกถึงได้” สำหรับเด็กบางกลุ่ม

งานวิจัยก่อนหน้านั้นของทีมเดียวกันเก็บข้อมูลจากเด็กอายุ 10–11 ปีกว่า 9,000 คน และสัมภาษณ์เด็ก 92 คนกับผู้ปกครอง 78 คน ข้อค้นพบสำคัญคือ ความใฝ่ฝันด้านวิทยาศาสตร์ของเด็กก่อตัวขึ้นเป็นส่วนใหญ่ในช่วงอายุ 10–14 ปี ซึ่งตรงกับช่วงประถมปลายถึงมัธยมต้นของไทย

งานนี้ใช้แนวคิดของ Bourdieu อธิบายว่า การผสมกันระหว่างทุนกับวิถีคิดของครอบครัว (family habitus) ทำให้การเรียนสายวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งที่ “นึกถึงได้” สำหรับเด็กบางกลุ่ม โดยเฉพาะเด็กชนชั้นกลาง มากกว่ากลุ่มอื่น คำว่า “นึกถึงได้” มีความหมายลึกกว่าที่เห็น เด็กบางคนไม่ได้ปฏิเสธวิทยาศาสตร์เพราะไม่ชอบ แต่เพราะไม่เคยมีภาพว่าคนอย่างเขาจะไปอยู่ในเส้นทางนั้นได้ ภาพแบบนี้ก่อตัวผ่านสิ่งเล็ก ๆ ในบ้าน เช่น เรื่องที่คุยกันตอนกินข้าว คำถามที่ผู้ใหญ่ถาม และท่าทีที่ผู้ใหญ่มีต่อเรื่องที่เด็กเล่า

ช่องว่างที่ซ้อนกันสองชั้น

ถ้านำข้อค้นพบของ Archer มาวางคู่กับ PISA 2025 จะเห็นช่องว่างที่ซ้อนกันสองชั้น ชั้นแรก ครอบครัวที่เสียเปรียบมักมีทุนทางวิทยาศาสตร์น้อยกว่าอยู่แล้ว ทั้งความรู้ของคนในบ้าน เครือข่ายคนที่ทำงานด้านวิทยาศาสตร์ และโอกาสพาเด็กไปเรียนรู้นอกโรงเรียน ชั้นที่สอง PISA พบว่าการสนับสนุนพื้นฐานที่สุด คือการพูดคุยเรื่องโรงเรียนในชีวิตประจำวัน ก็ลดลงชัดที่สุดในกลุ่มเดียวกันนี้ นั่นหมายความว่ามิติที่ครอบครัวทุกแบบน่าจะสร้างได้เท่ากันที่สุด กำลังกลายเป็นมิติที่เหลื่อมล้ำไปด้วย

ข้อสังเกตสำคัญคือ ไม่ควรอ่านข้อมูลนี้ว่าครอบครัวเหล่านั้นใส่ใจลูกน้อยกว่า แนวคิดของ Bourdieu ชี้ให้เห็นว่าปัญหาอยู่ที่ว่าโรงเรียนให้คุณค่ากับทุนรูปแบบใด การมีส่วนร่วมที่โรงเรียนมองเห็นและเรียกร้อง เช่น การมาประชุม การช่วยสอนการบ้าน การติดตามคะแนน หรือการคุยเรื่องเนื้อหาวิชา เป็นรูปแบบที่ครอบครัวชนชั้นกลางทำได้ง่ายกว่า ผู้ปกครองที่ทำงานหลายกะหรือไม่มั่นใจในความรู้วิชาการของตัวเอง อาจรู้สึกว่า “ช่วยอะไรลูกไม่ได้” ทั้งที่มีความรู้จากงานและชีวิตจริงที่เป็นวิทยาศาสตร์อยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นการดูฟ้าดูฝนของเกษตรกร การซ่อมเครื่องยนต์ของช่าง หรือการคุมไฟและเวลาของคนทำอาหาร เพียงแต่ไม่เคยมีใครบอกว่าความรู้นั้นนับในโรงเรียน

ด้วยเหตุนี้ ข้อค้นพบเรื่อง “วันนี้ทำอะไรมา” จึงมีความหมายด้านความเป็นธรรม เพราะเป็นการสนับสนุนที่ไม่ต้องพึ่งทุนทางวิชาการของผู้ปกครองเลย ถ้าโรงเรียนช่วยให้บทสนทนาแบบนี้เกิดขึ้นง่ายขึ้น ก็อาจเป็นหนึ่งในไม่กี่ช่องทางที่ลดช่องว่างของทุนได้โดยไม่ต้องรอให้ฐานะของครอบครัวเปลี่ยน

“ก็เรียนเฉย ๆ” อาจไม่ใช่ปัญหาของบ้านเพียงฝั่งเดียว

อย่างไรก็ตาม คำถามที่ครอบครัวทุกแบบถามได้ จะกลายเป็นบทสนทนาได้ก็ต่อเมื่อเด็กมีเรื่องที่อยากเล่า เอกสารแนวทางการสอนของ Archer และคณะชี้ว่า นักเรียนที่ไม่เห็นว่าวิทยาศาสตร์มีความหมายหรือเกี่ยวข้องกับตัวเอง จะเข้าร่วมการเรียนวิชานี้ได้ยากกว่า ส่วนนักเรียนที่มีทุนสูงมีแนวโน้มจะรู้สึกว่าคนอื่นมองว่าตนเป็นคน “สายวิทย์” มากกว่า

คำตอบว่า “ก็เรียนเฉย ๆ” จึงอาจเป็นสัญญาณสองอย่างพร้อมกัน อย่างแรก เด็กไม่เห็นว่าสิ่งที่เรียนเชื่อมกับชีวิตของตัวเองหรือของคนในบ้าน บทเรียนจึงไม่ทิ้งอะไรที่อยากเล่าไว้เลย อย่างที่สอง เด็กไม่คาดว่าคนที่บ้านจะสนใจหรือเข้าใจเรื่องที่เรียน จึงไม่อยากเริ่มอธิบาย โดยเฉพาะเมื่อวิทยาศาสตร์ในห้องเรียนถูกนำเสนอด้วยศัพท์และตัวอย่างที่ห่างไกลจากชีวิตของครอบครัว

ทั้งสองอย่างเป็นเรื่องที่ห้องเรียนมีส่วนกำหนดได้ ถ้าบทเรียนวิทยาศาสตร์เชื่อมกับสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านและชุมชนของนักเรียน เด็กจะมีทั้งเรื่องให้เล่าและมีเหตุผลที่คนที่บ้านจะร่วมวงคุยได้ ภาระในการฟื้นบทสนทนาจึงไม่ควรตกอยู่ที่ผู้ปกครองเพียงฝ่ายเดียว

แนวทางการสอนแบบทุนทางวิทยาศาสตร์: ห้องเรียนทำอะไรได้

ทีมของ Archer พัฒนาแนวทางการสอนแบบทุนทางวิทยาศาสตร์ร่วมกับครูในอังกฤษ จุดเด่นคือไม่ได้ขอให้ครูเพิ่มเนื้อหาหรือเปลี่ยนหลักสูตร แต่เป็นการปรับวิธีเชื่อมบทเรียนกับชีวิตของนักเรียน หลักการสำคัญมีสามข้อ

  1. ทำให้เป็นเรื่องส่วนตัวและใกล้ตัว (personalising and localising) เชื่อมเนื้อหากับประสบการณ์ ความสนใจ ครอบครัว และชุมชนของนักเรียน เพื่อให้วิทยาศาสตร์ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นในตำราหรือในห้องแล็บเท่านั้น
  2. ดึง ให้คุณค่า และเชื่อมโยง (eliciting, valuing, linking) เริ่มจากดึงประสบการณ์และความรู้ที่นักเรียนมีอยู่ออกมา ให้คุณค่ากับสิ่งนั้นอย่างจริงใจ แล้วเชื่อมเข้ากับแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ ขั้นตอนนี้สำคัญเพราะบอกนักเรียนว่าสิ่งที่เขานำมาจากบ้านมีที่ทางในห้องเรียน
  3. เติมมิติของทุนโดยตรง เช่น พูดถึงอาชีพที่ใช้วิทยาศาสตร์อย่างหลากหลาย ชวนให้วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องที่คุยกันได้นอกห้องเรียน และช่วยให้นักเรียนเห็นว่าทักษะวิทยาศาสตร์ใช้ได้กว้างกว่าอาชีพนักวิทยาศาสตร์

ตัวอย่างการนำไปใช้เพื่อให้บทสนทนาที่บ้านเกิดขึ้นง่ายขึ้น

เมื่อนำหลักการนี้มาใช้กับโจทย์ “ทำให้เด็กมีเรื่องเล่ากลับบ้าน” ครูอาจลองปรับกิจกรรมต่อไปนี้ตามบริบทของห้องเรียนตัวเอง

  • ปิดคาบด้วยเรื่องที่อยากเล่า ใช้เวลาสองสามนาทีท้ายคาบชวนนักเรียนคิดว่า ถ้าคืนนี้มีคนถามว่าวันนี้เรียนอะไร จะเล่าเรื่องไหน และจะเล่าอย่างไรให้คนที่ไม่ได้เรียนเข้าใจ นักเรียนจะได้ทบทวนบทเรียนด้วยภาษาของตัวเอง และมีประโยคที่น่าสนใจติดตัวกลับไป กิจกรรมนี้เติมมิติการพูดคุยเรื่องวิทยาศาสตร์ในชีวิตประจำวันโดยตรง
  • การบ้านที่ต้องคุยกับคนในบ้าน แทนที่จะให้ค้นข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตเพียงอย่างเดียว ลองให้นักเรียนถามผู้ใหญ่ในบ้านเรื่องที่เชื่อมกับบทเรียน เช่น ถามยายว่ารู้ได้อย่างไรว่าข้าวสุก ถามพ่อว่าทำไมต้องเติมลมยางรถ หรือถามแม่ว่าทำไมผ้าบางชนิดแห้งเร็วกว่า แล้วนำคำตอบมาเชื่อมกับเรื่องความร้อน ความดันอากาศ หรือการระเหยในห้องเรียน วิธีนี้ใช้หลักดึง ให้คุณค่า และเชื่อมโยงอย่างเต็มรูปแบบ และส่งสัญญาณให้ครอบครัวรู้ว่าความรู้จากชีวิตจริงของพวกเขามีค่าในห้องเรียนวิทยาศาสตร์
  • ส่งคำถามชวนคุยแทนการส่งแค่ข้อมูล กลุ่มไลน์ผู้ปกครองมักใช้แจ้งประกาศ ตารางสอบ หรือคะแนน ลองเพิ่มคำถามสั้น ๆ สัปดาห์ละข้อที่เชื่อมกับบทเรียน เช่น “ลองถามลูกว่าทำไมน้ำแข็งถึงลอยน้ำ” จุดสำคัญคือผู้ปกครองไม่จำเป็นต้องรู้คำตอบ เพียงเปิดบทสนทนาให้ลูกเป็นคนอธิบาย ผู้ปกครองที่ไม่มั่นใจในความรู้วิทยาศาสตร์จะมีทางเข้าร่วมโดยไม่รู้สึกว่าถูกทดสอบ
  • ให้พื้นที่กับเรื่องที่นักเรียนนำกลับมา เมื่อนักเรียนเล่าสิ่งที่คุยกับที่บ้าน ครูรับฟังและนำไปเชื่อมกับบทเรียนในคาบถัดไป หากนักเรียนเล่าว่าพ่ออธิบายเรื่องหนึ่งไม่ตรงกับตำรา ครูสามารถใช้เป็นโอกาสชวนตรวจสอบด้วยกัน แทนที่จะบอกว่าผิด เพื่อให้เห็นว่าบทสนทนาที่บ้านมีความหมาย ไม่ใช่งานที่ทำเพื่อส่งครู
  • พูดถึงอาชีพใกล้ตัวที่ใช้วิทยาศาสตร์ เช่น ช่างซ่อมรถ เกษตรกร แม่ค้าอาหาร ช่างไฟ หรือพยาบาลในชุมชน ช่วยให้เด็กที่ไม่มีคนในบ้านทำงานด้านวิทยาศาสตร์เห็นว่าคนรอบตัวก็ใช้วิทยาศาสตร์อยู่ทุกวัน สิ่งนี้เติมมิติการรู้ว่าวิทยาศาสตร์นำไปใช้ได้กว้าง และเปิดโอกาสให้เด็กมองอาชีพของพ่อแม่ตัวเองด้วยสายตาใหม่

สิ่งที่ควรระวัง

กิจกรรมเหล่านี้ตั้งใจลดช่องว่าง แต่ถ้าออกแบบไม่รอบคอบก็อาจเพิ่มช่องว่างได้ การบ้านที่ต้องให้ผู้ปกครองรู้คำตอบ ต้องใช้อุปกรณ์ที่บางบ้านไม่มี หรือต้องใช้เวลาของผู้ปกครองมาก จะเป็นภาระกับครอบครัวที่มีทรัพยากรน้อยที่สุด ครูจึงควรออกแบบให้ผู้ปกครองเป็นเพียง “ผู้ฟัง” หรือ “ผู้เล่าประสบการณ์” ไม่ใช่ผู้ตรวจงาน

ครูควรระวังการเปรียบเทียบหรือจัดอันดับว่าบ้านไหนให้ความร่วมมือมากกว่ากัน และควรเปิดทางเลือกให้นักเรียนที่อาจไม่สะดวกคุยกับพ่อแม่ เช่น ให้คุยกับญาติ เพื่อนบ้าน หรือผู้ใหญ่ในชุมชนแทนได้ เป้าหมายคือให้บทสนทนาเกิดขึ้น ไม่ใช่ให้ทุกบ้านต้องทำเหมือนกัน

กิจกรรมทั้งหมดนี้ไม่ต้องใช้งบประมาณ และไม่เพิ่มภาระให้ผู้ปกครองต้องรู้เนื้อหาวิชา แต่อาจทำให้คำถามที่ครอบครัวทุกแบบถามได้ ได้รับคำตอบที่มากกว่า “ก็เรียนเฉย ๆ”

สรุป

ข้อมูล PISA 2025 ชี้ว่า การสนับสนุนจากครอบครัวที่สัมพันธ์กับผลการเรียนวิทยาศาสตร์อย่างสม่ำเสมอ คือความสนใจต่อการเรียนในแต่ละวันของเด็ก และการถามว่าวันนี้ที่โรงเรียนทำอะไรมา สัมพันธ์กับความต่างของคะแนนมากกว่าการสนับสนุนรูปแบบอื่นในอินโฟกราฟิก แต่ในเวลาเพียงสามปี นักเรียนเกือบทุกประเทศรายงานว่าได้รับการสนับสนุนแบบนี้น้อยลง โดยเฉพาะนักเรียนชายและนักเรียนจากครอบครัวที่เสียเปรียบ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีคะแนนและความผูกพันกับการเรียนต่ำกว่าอยู่แล้ว ข้อมูลนี้เป็นความสัมพันธ์ จึงบอกไม่ได้ว่าคำถามหนึ่งคำถามจะเปลี่ยนผลการเรียน แต่บอกได้ว่าสิ่งที่มาคู่กับการเรียนที่ดีกำลังหายไปจากเด็กที่ต้องการมันมากที่สุด

แนวคิดทุนทางวิทยาศาสตร์ช่วยให้เห็นว่า ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากครอบครัวไม่ใส่ใจ แต่เกิดจากทุนที่กระจายไม่เท่ากัน และจากการที่โรงเรียนให้คุณค่ากับการมีส่วนร่วมบางรูปแบบมากกว่ารูปแบบอื่น บทสนทนาในชีวิตประจำวันเป็นทุนที่ครอบครัวทุกแบบสร้างได้ แต่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเด็กมีเรื่องที่อยากเล่า และรู้สึกว่าเรื่องที่เรียนเกี่ยวข้องกับคนที่บ้าน สำหรับครู การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองจึงอาจไม่ได้เริ่มจากการเชิญผู้ปกครองมาโรงเรียน แต่เริ่มจากการออกแบบบทเรียนที่ทิ้งเรื่องไว้ให้นักเรียนเล่าต่อที่บ้าน

คุณน่าจะชอบสิ่งนี้