ครูจะพัฒนาการสอนจากตัวเองได้อย่างไร? รู้จัก Self-Study Research การวิจัยที่เริ่มจากการมองย้อนกลับมาที่ตัวเรา

รู้จัก Self-Study Research หรือการวิจัยศึกษาตนเอง แนวคิดที่ช่วยให้ครูใช้หลักฐานจากการสอน สะท้อนความเชื่อและการปฏิบัติ เพื่อพัฒนาตนเองและวิชาชีพอย่างเป็นระบบ

เมื่อพูดถึงงานวิจัยทางการศึกษา เรามักนึกถึงการศึกษานักเรียน ครู โรงเรียน หลักสูตร หรือผลของการจัดการเรียนรู้รูปแบบต่าง ๆ แต่มีงานวิจัยอีกแนวทางหนึ่งที่เปลี่ยนจุดสนใจกลับมาที่ตัวผู้ปฏิบัติเอง นั่นคือ การวิจัยศึกษาตนเอง หรือ Self-Study Research ซึ่งผู้วิจัยไม่ได้ยืนอยู่นอกปรากฏการณ์เพื่อศึกษาผู้อื่น แต่กลับมาศึกษาความเชื่อ บทบาท ทัศนคติ และการปฏิบัติของตนเองอย่างเป็นระบบ

Self-Study Research ถูกพัฒนาขึ้นในวงการการศึกษา โดยเฉพาะในกลุ่มนักการศึกษาที่สนใจการสอนและการผลิตครู และต่อมาได้รับการใช้เป็นแนวทางหนึ่งในการศึกษาการปฏิบัติของ “ครูของครู” หรือ teacher educator จุดสำคัญของแนวทางนี้คือการใช้กระบวนการวิจัยเพื่อทำความเข้าใจตนเองและการปฏิบัติของตนเองอย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่เพียงเพื่อบอกว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เพื่อค้นหาว่าเหตุใดเราจึงปฏิบัติในลักษณะนั้น และสิ่งที่ค้นพบสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติได้อย่างไร

จุดต่างสำคัญของ Self-Study คือ ผู้วิจัยและผู้ถูกวิจัยเป็นคนเดียวกัน

หนึ่งในลักษณะที่ทำให้ Self-Study Research แตกต่างจากงานวิจัยทางการศึกษาหลายรูปแบบคือ ผู้วิจัยและผู้ที่ถูกศึกษาเป็นคนเดียวกัน ผู้วิจัยจึงไม่ได้มุ่งศึกษาผู้อื่นเป็นหลัก แต่ศึกษาตนเองในฐานะผู้ปฏิบัติภายในบริบทจริงของการทำงาน โดยคำถามการวิจัยมักเริ่มจากความสงสัยเกี่ยวกับการปฏิบัติของตนเอง เช่น เรากำลังสอนอย่างไร เหตุใดเราจึงตัดสินใจเช่นนั้น หรือเราจะปรับปรุงการปฏิบัติของเราได้อย่างไร

ตรงนี้ทำให้คำว่า Self-Study ในความหมายทางการวิจัยแตกต่างจาก “การศึกษาด้วยตนเอง” ทั่วไป เพราะไม่ได้หมายถึงการอ่านหรือเรียนรู้บางเรื่องด้วยตัวเอง แต่หมายถึงการสืบเสาะเพื่อสร้างความรู้เกี่ยวกับตนเอง ทั้งในด้านบทบาท ความเชื่อ ทัศนคติ ค่านิยม และการปฏิบัติ แล้วนำความรู้นั้นกลับไปสู่การพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงตนเอง

Self-Study ศึกษาช่องว่างระหว่าง “สิ่งที่เป็นอยู่” กับ “สิ่งที่อยากเป็น”

ประเด็นสำคัญอีกอย่างของ Self-Study Research คือการทำความเข้าใจช่องว่างระหว่าง สิ่งที่ผู้ปฏิบัติเป็นอยู่ในปัจจุบัน กับ สิ่งที่ผู้ปฏิบัติต้องการจะเป็น ต้นฉบับอธิบายว่าการศึกษาตนเองควรมุ่งพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างตัวตน ความเชื่อ และการปฏิบัติจริงในบริบทของการทำงาน

ตัวอย่างเช่น ผู้สอนอาจมีความเชื่อว่าการเรียนรู้ที่ดีควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนคิดและอภิปรายด้วยตนเอง แต่เมื่อกลับไปศึกษาการสอนจริงกลับพบว่า ผู้สอนเป็นผู้พูดหรืออธิบายเกือบทั้งหมด ความแตกต่างระหว่าง “สิ่งที่เชื่อ” กับ “สิ่งที่ทำ” จึงกลายเป็นประเด็นสำหรับการวิจัยได้ Self-Study Research ไม่ได้มองช่องว่างดังกล่าวเป็นข้อผิดพลาดที่ต้องถูกตำหนิ แต่ใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการตั้งคำถาม เก็บข้อมูล และทำความเข้าใจการปฏิบัติของตนเองให้ลึกขึ้น

การสะท้อนคิดเป็นส่วนสำคัญ แต่ Self-Study ไม่ใช่แค่การเขียน Reflection

แม้การสะท้อนคิดจะเป็นองค์ประกอบสำคัญของ Self-Study Research แต่การวิจัยลักษณะนี้ไม่ได้หมายถึงการเขียนความรู้สึกหลังการสอนเพียงอย่างเดียว ต้นฉบับชี้ว่าการวิจัยศึกษาตนเองเป็นการสะท้อนคิดอย่างเป็นระบบและรอบคอบ โดยมีเป้าหมายเพื่อทำความเข้าใจความเชื่อ ความรู้ ปัญหา และบริบทของการปฏิบัติ

ดังนั้น หากผู้สอนเขียนหลังจบคาบว่า “วันนี้นักเรียนไม่ค่อยสนใจ” ข้อความนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการสะท้อน แต่ยังไม่ใช่ข้อค้นพบจาก Self-Study Research สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นต่อคือการตั้งคำถามว่า เรารู้ได้อย่างไรว่านักเรียนไม่สนใจ มีเหตุการณ์หรือหลักฐานอะไรสนับสนุนความคิดนี้ และหากย้อนกลับไปดูวิดีโอ ผลงานของผู้เรียน หรือข้อมูลจากแหล่งอื่น ภาพที่เห็นยังเหมือนเดิมหรือไม่

จุดนี้ทำให้ Self-Study มีลักษณะเป็น “การวิจัย” มากกว่าการสะท้อนประสบการณ์ทั่วไป เพราะข้อสรุปต้องสัมพันธ์กับข้อมูลและกระบวนการสืบเสาะที่สามารถอธิบายได้

Self-Study Research ใช้ข้อมูลอะไรได้บ้าง?

Self-Study Research ไม่ได้กำหนดว่าต้องใช้เครื่องมือเพียงชนิดเดียว แต่โดยทั่วไปจะนำวิธีการเก็บข้อมูลของงานวิจัยเชิงคุณภาพมาปรับใช้ และให้ความสำคัญกับการเก็บข้อมูลจากหลายมุมมอง เพื่อให้เห็นการปฏิบัติของตนเองอย่างรอบด้าน ต้นฉบับระบุว่า การศึกษาตนเองสามารถใช้ข้อมูลจากหลายแหล่งและหลายวิธี แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นมาเปรียบเทียบความสอดคล้องกัน

ข้อมูลที่สามารถนำมาใช้ได้มีตั้งแต่วิดีโอหรือเสียงการสอน บันทึกภาคสนาม อนุทินหรือบันทึกสะท้อนคิด การสัมภาษณ์ การสนทนากับผู้เรียนหรือเพื่อนร่วมงาน ไปจนถึงเอกสารหรือผลงานที่เกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติ สิ่งสำคัญไม่ใช่การใช้เครื่องมือให้ได้จำนวนมากที่สุด แต่คือการเลือกข้อมูลที่ช่วยตอบคำถามวิจัยและทำให้เราเห็นการปฏิบัติของตัวเองจากหลายมุม

การมีข้อมูลหลายแหล่งยังช่วยลดข้อจำกัดสำคัญของ Self-Study คือการที่ผู้วิจัยอาจตีความตนเองจากมุมมองเดิมหรือเลือกเห็นเฉพาะสิ่งที่สอดคล้องกับความเชื่อของตนเอง

การวิเคราะห์ข้อมูลยังคงใช้หลักของงานวิจัยเชิงคุณภาพ

ในส่วนของการวิเคราะห์ข้อมูล Self-Study Research มีลักษณะใกล้เคียงกับการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยผู้วิจัยจะจัดระเบียบข้อมูล จำแนกข้อมูล มองหาสิ่งที่เกิดซ้ำ จัดกลุ่มแนวคิด และพัฒนาเป็นประเด็นหรือ theme จากนั้นจึงเชื่อมโยงประเด็นเหล่านั้นกลับไปยังคำถามวิจัยและบริบทของการปฏิบัติ

ต้นฉบับอธิบายว่าการวิเคราะห์ข้อมูลไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะหลังจากเก็บข้อมูลเสร็จทั้งหมด แต่สามารถเกิดขึ้นควบคู่ไปกับการเก็บข้อมูล เมื่อผู้วิจัยเริ่มเห็นว่าข้อมูลบางส่วนยังไม่เพียงพอ ก็สามารถกลับไปเก็บข้อมูลเพิ่มเติมหรือปรับคำถามให้เหมาะสมกับสิ่งที่ค้นพบระหว่างกระบวนการได้

จุดที่แตกต่างจากงานวิจัยเชิงคุณภาพทั่วไปคือ การวิเคราะห์ Self-Study ยังคงต้องย้อนกลับมาที่ ตัวผู้วิจัยและการปฏิบัติของผู้วิจัยเอง ว่าข้อมูลที่เกิดขึ้นช่วยให้เราเข้าใจตัวเองและบริบทของการปฏิบัติอย่างไร

ทำไม Self-Study ต้องมี Critical Friends?

ข้อท้าทายสำคัญของ Self-Study Research คือ ผู้วิจัยกำลังศึกษาตัวเอง จึงมีโอกาสเกิดอคติในการเลือกข้อมูลหรือการตีความได้ แนวทางนี้จึงให้ความสำคัญกับการมี critical friends หรือเพื่อนผู้วิพากษ์ เข้ามาช่วยตั้งคำถาม ตรวจสอบข้อมูล และวิพากษ์การตีความ

บทบาทของ critical friends ไม่ใช่การเข้ามาประเมินว่าผู้วิจัยปฏิบัติดีหรือไม่ดี แต่ช่วยทำให้กระบวนการตีความไม่อยู่ภายใต้มุมมองของผู้วิจัยเพียงคนเดียว ตัวอย่างเช่น หากผู้วิจัยสรุปว่า “กิจกรรมนี้ทำให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมมากขึ้น” critical friend อาจถามต่อว่า หลักฐานใดสนับสนุนข้อสรุปดังกล่าว การมีส่วนร่วมเกิดขึ้นกับผู้เรียนทุกคนหรือเฉพาะบางคน และมีข้อมูลอื่นที่อาจตีความแตกต่างออกไปหรือไม่

การมีบุคคลอื่นช่วยตั้งคำถามกับข้อมูลจึงเป็นส่วนหนึ่งของการทำให้ Self-Study Research มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น

เมื่อผู้วิจัยศึกษาตัวเอง ความน่าเชื่อถือจึงเป็นประเด็นสำคัญ

คำถามที่มักเกิดขึ้นกับ Self-Study Research คือ ถ้าผู้วิจัยและผู้ถูกวิจัยเป็นคนเดียวกัน เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าผลการวิจัยไม่ได้เกิดจากการเข้าข้างตัวเอง ต้นฉบับระบุว่าประเด็นเรื่องความน่าเชื่อถือเป็นหนึ่งในเรื่องที่มีการถกเถียงอย่างมาก เนื่องจากผู้วิจัยมีโอกาสเกิดอคติในการเก็บและตีความข้อมูล

แนวทางสำคัญจึงอยู่ที่การทำให้กระบวนการวิจัยมีความชัดเจนและโปร่งใส ผู้วิจัยควรอธิบายว่าเก็บข้อมูลอย่างไร นำข้อมูลมาสร้างความหมายอย่างไร และเหตุใดจึงนำไปสู่ข้อสรุปนั้น รวมถึงใช้ข้อมูลจากหลายแหล่งเพื่อช่วยตรวจสอบกัน และเปิดให้บุคคลอื่นเข้ามาช่วยตรวจสอบการตีความ

ความน่าเชื่อถือของ Self-Study จึงไม่ได้เกิดจากการอ้างว่าผู้วิจัยรู้จักตัวเองดีที่สุด แต่ตรงกันข้าม ผู้วิจัยต้องยอมรับว่าการศึกษาตัวเองมีข้อจำกัด และต้องสร้างกระบวนการที่ช่วยให้ผู้อื่นสามารถมองเห็นเส้นทางจากข้อมูลไปสู่ข้อค้นพบได้อย่างชัดเจน

เป้าหมายของ Self-Study ไม่ใช่การสร้างข้อสรุปที่ใช้ได้กับทุกคน

Self-Study Research ให้ความสำคัญกับบริบทของการปฏิบัติอย่างมาก ดังนั้นเป้าหมายจึงไม่ได้อยู่ที่การหาคำตอบหนึ่งชุดแล้วสรุปว่าใช้ได้กับครูหรือผู้สอนทุกคน แต่เป็นการสร้างความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับการปฏิบัติในบริบทหนึ่ง และอธิบายบริบทนั้นอย่างละเอียดมากพอที่ผู้อ่านจะพิจารณาได้ว่า ข้อค้นพบมีความสัมพันธ์กับสถานการณ์ของตนเองมากน้อยเพียงใด

นี่เป็นอีกจุดที่ทำให้ Self-Study Research มีลักษณะต่างจากงานวิจัยที่ต้องการหาความสัมพันธ์หรือผลของตัวแปรในประชากรขนาดใหญ่ คุณค่าของงานวิจัยประเภทนี้จึงอยู่ที่ความลึกของการทำความเข้าใจการปฏิบัติ กระบวนการเปลี่ยนแปลง และเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังการปฏิบัตินั้น

Self-Study Research ทำให้การปฏิบัติกลายเป็นพื้นที่ของการสร้างความรู้

ในภาพรวม Self-Study Research เป็นแนวทางที่ทำให้ “การปฏิบัติ” ไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากมีงานวิจัยหรือทฤษฎีแล้ว แต่สามารถเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความรู้ได้ ผู้ปฏิบัติสามารถตั้งคำถามกับสิ่งที่ตนเองทำ เก็บหลักฐาน วิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้น เชื่อมโยงกับความเชื่อและบริบทของตนเอง แล้วใช้ข้อค้นพบเหล่านั้นกลับไปพัฒนาการปฏิบัติ

คุณค่าของ Self-Study จึงไม่ได้อยู่เพียงการได้คำตอบว่า “อะไรได้ผล” แต่ช่วยเปิดพื้นที่ให้ผู้วิจัยทำความเข้าใจว่า ตัวเราในฐานะผู้ปฏิบัติมีส่วนสร้างสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไร ความเชื่อใดอยู่เบื้องหลังการตัดสินใจของเรา และการเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติของเราสามารถเกิดขึ้นจากกระบวนการเรียนรู้แบบใด

สำหรับงานวิจัยทางการศึกษา Self-Study Research จึงเป็นอีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะแทนที่จะมองผู้ปฏิบัติเป็นเพียงผู้รับความรู้จากงานวิจัย กลับมองว่าผู้ปฏิบัติสามารถเป็นผู้สร้างความรู้จากการศึกษาการทำงานของตนเองได้เช่นกัน

อ้างอิง

ชาตรี ฝ่ายคำตา. (2556). การวิจัยศึกษาตนเอง: กลยุทธ์ทางเลือกในการพัฒนาวิชาชีพครูของครู. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร, 15(1), 100–110.

DOI: 10.14456/nje.2013.9

คุณน่าจะชอบสิ่งนี้