เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือ สสวท. ในฐานะศูนย์ดำเนินงาน PISA แห่งชาติ แถลงผลการประเมิน PISA 2025 ของประเทศไทย โดยรอบนี้มีนักเรียนไทยอายุ 15 ปี จำนวน 8,547 คน จากสถานศึกษา 273 แห่ง ครอบคลุมทุกสังกัดการศึกษาเข้าร่วมเป็นกลุ่มตัวอย่าง ส่วนในระดับนานาชาติมีนักเรียนเข้าร่วมกว่า 760,000 คน จาก 91 ประเทศและเขตเศรษฐกิจ

PISA เป็นการประเมินที่ริเริ่มโดย OECD เพื่อดูว่าระบบการศึกษาของแต่ละประเทศเตรียมเยาวชนให้พร้อมสำหรับการใช้ชีวิตได้ดีเพียงใด จุดสำคัญคือไม่ได้วัดเพียงว่าเด็กจำเนื้อหาที่เรียนได้มากแค่ไหน แต่ดูว่าสามารถนำความรู้และทักษะไปใช้กับสถานการณ์จริงได้หรือไม่ สำหรับ PISA 2025 เน้นการประเมินด้านวิทยาศาสตร์เป็นหลัก ขณะที่คณิตศาสตร์และการอ่านเป็นด้านรอง และยังเพิ่มการประเมินเรื่องการเรียนรู้ในโลกดิจิทัลเข้ามาด้วย

คะแนนไทยดีขึ้นจาก PISA 2022 ครบทั้งสามด้าน
ผลที่เห็นชัดจากการแถลงครั้งนี้คือ คะแนนของนักเรียนไทยเพิ่มขึ้นจาก PISA 2022 ทั้งสามด้านหลัก โดยวิทยาศาสตร์ได้ 432 คะแนน เพิ่มขึ้น 23 คะแนน คณิตศาสตร์ได้ 407 คะแนน เพิ่มขึ้น 13 คะแนน และการอ่านได้ 392 คะแนน เพิ่มขึ้น 13 คะแนน ทำให้ประเทศไทยเป็น 1 ใน 8 ประเทศและเขตเศรษฐกิจที่คะแนนทั้งสามด้านเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจากการประเมินครั้งก่อน

แม้จะเป็นทิศทางที่ดีขึ้น แต่คะแนนของไทยยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิก OECD ทุกด้าน โดยค่าเฉลี่ย OECD อยู่ที่ 482 คะแนนในวิทยาศาสตร์ 463 คะแนนในคณิตศาสตร์ และ 461 คะแนนในการอ่าน นอกจากนี้ เมื่อมองแนวโน้มระยะยาวตั้งแต่ PISA 2000 ถึง PISA 2025 คะแนนคณิตศาสตร์และการอ่านของไทยยังมีแนวโน้มลดลง ส่วนวิทยาศาสตร์ถือว่าไม่ได้เปลี่ยนแปลงทางสถิติอย่างชัดเจน
ดังนั้น ผลในรอบนี้จึงสะท้อนว่าคะแนนของไทยฟื้นตัวจาก PISA 2022 ได้ค่อนข้างชัด แต่ยังต้องติดตามต่อว่าทิศทางที่ดีขึ้นจะต่อเนื่องในระยะยาวหรือไม่
เด็กที่ถึงระดับพื้นฐานมีมากขึ้น แต่ยังมีอีกจำนวนมากที่ต้องพัฒนา
นอกจากคะแนนเฉลี่ยแล้ว PISA ยังรายงานผลเป็นระดับสมรรถนะ โดยสำหรับวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการอ่าน ใช้ระดับ 2 เป็นระดับพื้นฐาน ซึ่งเป็นระดับที่นักเรียนเริ่มสามารถนำความรู้และทักษะไปใช้กับสถานการณ์ในชีวิตจริงได้
ผล PISA 2025 พบว่า นักเรียนไทย 59% มีสมรรถนะด้านวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ระดับ 2 ขึ้นไป ส่วนคณิตศาสตร์และการอ่านอยู่ที่ 41% เท่ากัน เมื่อเทียบกับ PISA 2022 สัดส่วนดังกล่าวเพิ่มขึ้นทุกด้าน โดยวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้น 12 จุดเปอร์เซ็นต์ คณิตศาสตร์ 9 จุดเปอร์เซ็นต์ และการอ่าน 6 จุดเปอร์เซ็นต์

ตัวเลขนี้ถือเป็นส่วนที่น่าสนใจ เพราะไม่ได้บอกเพียงว่าคะแนนเฉลี่ยสูงขึ้น แต่หมายถึงมีเด็กจำนวนมากขึ้นที่สามารถทำได้ถึงระดับพื้นฐาน อย่างไรก็ตาม ยังมีนักเรียนประมาณ 41% ที่วิทยาศาสตร์ต่ำกว่าระดับพื้นฐาน และประมาณ 59% ที่คณิตศาสตร์และการอ่านยังต่ำกว่าระดับพื้นฐาน ซึ่งเป็นประเด็นที่ระบบการศึกษายังต้องให้ความสำคัญต่อไป
วิทยาศาสตร์ดีขึ้นมากที่สุด และรอบนี้ไม่ได้วัดแค่ความรู้ในตำรา
วิทยาศาสตร์เป็นด้านหลักของ PISA 2025 และกรอบการประเมินรอบนี้ไม่ได้มองเพียงว่านักเรียนรู้เนื้อหาวิทยาศาสตร์มากแค่ไหน แต่ดูด้วยว่าสามารถอธิบายปรากฏการณ์ ออกแบบและประเมินกระบวนการสืบเสาะ แปลความหมายข้อมูล ใช้หลักฐาน และนำข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ไปใช้ประกอบการตัดสินใจได้หรือไม่
เมื่อแยกผลตามสมรรถนะ นักเรียนไทยได้คะแนนด้านการออกแบบและประเมินกระบวนการสืบเสาะ รวมถึงการแปลความหมายข้อมูลและใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์อย่างมีวิจารณญาณ 434 คะแนน ส่วนการอธิบายปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์ได้ 428 คะแนน และการค้นหา ประเมิน และใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เพื่อการตัดสินใจและลงมือกระทำได้ 429 คะแนน
ข้อมูลส่วนนี้เชื่อมโยงกับการจัดการเรียนรู้ได้ค่อนข้างตรง เพราะการเรียนวิทยาศาสตร์ไม่ควรมีแค่การจำเนื้อหา แต่ควรเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ตั้งคำถาม วิเคราะห์ข้อมูล ใช้หลักฐาน อธิบายเหตุผล และนำสิ่งที่เรียนไปใช้กับสถานการณ์จริงมากขึ้น
การอ่านยังเป็นด้านที่ต้องพัฒนาต่อ
แม้คะแนนการอ่านของไทยจะเพิ่มขึ้น 13 คะแนนจาก PISA 2022 แต่ สสวท. ยังระบุว่าการอ่านเป็นด้านที่ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการอ่านเพื่อเข้าใจความหมาย การวิเคราะห์และประเมินข้อมูลจากแหล่งที่หลากหลาย รวมถึงการฝึกให้นักเรียนใช้การอ่านเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้และแก้ปัญหา
ประเด็นนี้ไม่ได้เกี่ยวกับวิชาภาษาไทยเพียงอย่างเดียว เพราะการอ่านเป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ในทุกวิชา เด็กต้องอ่านโจทย์คณิตศาสตร์ให้เข้าใจ ต้องตีความกราฟ ตาราง และข้อมูลในการเรียนวิทยาศาสตร์ รวมถึงต้องพิจารณาข้อมูลจากหลายแหล่งก่อนตัดสินใจ การพัฒนาการอ่านจึงควรเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการเรียนรู้ในทุกกลุ่มสาระ
หลายกลุ่มโรงเรียนดีขึ้น แต่ช่องว่างระหว่างเด็กยังไม่ลดลง
เมื่อแยกผลตามกลุ่มโรงเรียน พบว่าหลายกลุ่มมีคะแนนเพิ่มขึ้นจาก PISA 2022 โดยด้านวิทยาศาสตร์ กลุ่มที่มีคะแนนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ โรงเรียนขยายโอกาสและโรงเรียนมัธยมศึกษาในสังกัด สพฐ. โรงเรียนในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร และโรงเรียนเน้นวิทยาศาสตร์ ด้านคณิตศาสตร์ ได้แก่ โรงเรียนขยายโอกาส สพฐ. และโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ส่วนด้านการอ่านคือโรงเรียนขยายโอกาส สพฐ. นอกจากนี้ ทุกกลุ่มโรงเรียนยังมีสัดส่วนนักเรียนที่มีสมรรถนะด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ตั้งแต่ระดับพื้นฐานขึ้นไปเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบนักเรียนกลุ่มคะแนนสูงกับกลุ่มคะแนนต่ำ พบว่าคะแนนในแต่ละด้านยังต่างกันประมาณ 200 คะแนน และช่องว่างดังกล่าวไม่ได้เปลี่ยนแปลงจาก PISA 2022
ในด้านสถานะทางเศรษฐกิจและสังคม นักเรียนกลุ่มได้เปรียบมีคะแนนวิทยาศาสตร์สูงกว่ากลุ่มด้อยเปรียบ 55 คะแนน ขณะเดียวกัน ไทยมีนักเรียนกลุ่มด้อยเปรียบที่สามารถทำคะแนนวิทยาศาสตร์อยู่ในกลุ่มบนของประเทศ หรือที่ สสวท. เรียกว่า “นักเรียนกลุ่มช้างเผือก” อยู่ 17% ขณะที่ค่าเฉลี่ย OECD อยู่ที่ 12%

ข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า แม้ผลโดยรวมของประเทศจะดีขึ้น แต่เด็กไม่ได้พัฒนาไปในระดับเดียวกันทั้งหมด การลดความแตกต่างของโอกาสและผลการเรียนรู้ระหว่างเด็กแต่ละกลุ่มจึงยังเป็นเรื่องที่ต้องทำต่อ
การเรียนรู้ในโลกดิจิทัลเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ PISA
อีกส่วนที่เพิ่มเข้ามาใน PISA 2025 คือการประเมินด้านการเรียนรู้ในโลกดิจิทัล หรือ Learning in the Digital World ซึ่งประกอบด้วยการแก้ปัญหาเชิงคำนวณและการกำกับตนเองเพื่อการเรียนรู้
ผลที่ประกาศพร้อมกันในครั้งนี้คือด้านการแก้ปัญหาเชิงคำนวณ หรือ Computational Problem Solving โดยประเทศไทยได้ 476 คะแนน เทียบกับค่าเฉลี่ย OECD ที่ 500 คะแนน และมีนักเรียนไทย 55% ที่มีสมรรถนะตั้งแต่ระดับ 3 ขึ้นไป ขณะที่ OECD อยู่ที่ 64% การประเมินด้านนี้ครอบคลุมทั้งการทดลอง การวิเคราะห์ข้อมูล และการสร้างหรือแก้ไขเครื่องมือเชิงคำนวณ ส่วนผลด้านการกำกับตนเองเพื่อการเรียนรู้จะเผยแพร่ในปี 2570
การเพิ่มด้านนี้เข้ามาสะท้อนว่าทักษะที่เด็กต้องใช้ไม่ได้มีเพียงการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสามารถในการใช้ข้อมูล เครื่องมือดิจิทัล และกระบวนการคิดเพื่อแก้ปัญหาด้วย
ผลดีขึ้น แต่ยังมีหลายเรื่องที่ต้องทำต่อ
ภาพรวมของ PISA 2025 แสดงให้เห็นว่าผลการเรียนรู้ของนักเรียนไทยดีขึ้นจากรอบที่ผ่านมา ทั้งคะแนนที่เพิ่มขึ้นครบสามด้าน สัดส่วนเด็กที่ถึงระดับพื้นฐานมากขึ้น และผลของโรงเรียนหลายกลุ่มที่มีทิศทางดีขึ้น
ขณะเดียวกัน ข้อมูลก็ยังชี้ให้เห็นเรื่องที่ต้องพัฒนาต่อ โดยเฉพาะการอ่าน จำนวนเด็กที่ยังไม่ถึงระดับพื้นฐาน และช่องว่างระหว่างนักเรียนกลุ่มคะแนนสูงกับกลุ่มคะแนนต่ำ ในเอกสารสรุปผล สสวท. จึงเสนอให้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาการอ่านและการคิดวิเคราะห์ การพัฒนาครู การจัดการเรียนรู้ที่เน้นสมรรถนะ รวมถึงการสนับสนุนทรัพยากรและสื่อการเรียนรู้ให้กับสถานศึกษาอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม
ผล PISA 2025 จึงไม่ได้มีความหมายเพียงว่าคะแนนของไทยเพิ่มขึ้น แต่ช่วยให้เห็นว่าการศึกษาไทยกำลังดีขึ้นในส่วนใด และส่วนใดที่ยังต้องพัฒนาต่อ โดยเฉพาะการทำให้เด็กจำนวนมากขึ้นสามารถนำความรู้และทักษะที่เรียนไปใช้ได้จริง




