ในปัจจุบัน AI ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของมนุษย์อย่างกว้างขวาง ครอบคลุมหลากหลายด้าน ทั้งเทคโนโลยี การแพทย์ การเงิน และการศึกษา ส่งผลให้ AI กลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและสนับสนุนการทำงานในหลายรูปแบบ อย่างไรก็ตาม การมีความรู้และสามารถใช้งาน AI ได้ในระดับพื้นฐานอาจยังไม่เพียงพอสำหรับครูในยุคปัจจุบัน
UNESCO ได้เสนอกรอบพัฒนาสมรรถนะเอไอสำหรับผู้สอน หรือ AI Competency Framework for Teachers (AI-CFT) เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการพัฒนาครูในยุค AI โดยไม่เพียงมองเฉพาะทักษะการใช้เครื่องมือ แต่ครอบคลุมตั้งแต่ความเข้าใจ AI จริยธรรม การประยุกต์ใช้ AI สำหรับการจัดการเรียนรู้ ไปจนถึงการใช้ AI เพื่อพัฒนาวิชาชีพของครูเอง
สิ่งสำคัญคือ UNESCO ยังคงย้ำว่า แม้ AI จะเข้ามาช่วยงานด้านการศึกษาได้มากขึ้น แต่ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับผู้เรียนยังเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนรู้ เทคโนโลยีจึงควรทำหน้าที่สนับสนุนครู ไม่ใช่เข้ามาแทนที่บทบาทของครู

กรอบนี้แบ่งการพัฒนาสมรรถนะของครูออกเป็น 3 ระดับ
ระดับที่ 1 ได้รับ: รู้จัก AI และใช้ให้เป็น
ระดับแรกเป็นพื้นฐานที่ครูทุกคนควรมี เป้าหมายคือการสร้างความฉลาดรู้ด้าน AI หรือ AI Literacy เพื่อให้ครูเข้าใจว่า AI คืออะไร สามารถทำอะไรได้บ้าง มีข้อจำกัดใด และควรเลือกใช้เครื่องมือแบบใดให้เหมาะสมกับงาน
ครูในระดับนี้อาจเริ่มใช้ AI ช่วยเตรียมสื่อการเรียนการสอน สร้างตัวอย่าง คิดคำถาม หรือช่วยออกแบบแบบประเมิน แต่สิ่งสำคัญกว่าการใช้เครื่องมือได้ คือการรู้ว่า ผลลัพธ์จาก AI ไม่ควรถูกนำไปใช้ในทันทีโดยไร้การตรวจสอบ
UNESCO มองว่าครูในระดับนี้ควรมีความสามารถในการประเมิน คัดเลือก และใช้เครื่องมือได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีจริยธรรม พร้อมทั้งตระหนักถึงประโยชน์และความเสี่ยงจากการใช้ AI เพื่อการศึกษา
ระดับที่ 2 เจาะลึก: ใช้ AI เพื่อยกระดับการเรียนรู้
เมื่อครูมีพื้นฐานแล้ว ขั้นต่อไปไม่ใช่การหาเครื่องมือ AI ให้มากที่สุด แต่เป็นการคิดต่อยอดว่าจะนำ AI มาใช้ร่วมกับการออกแบบการเรียนรู้อย่างไร
ครูในระดับนี้ควรสามารถเลือกเครื่องมือ AI ให้เหมาะสมกับเป้าหมายของบทเรียน และบูรณาการ AI เข้าไปในการสอนโดยยังคงให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง รวมถึงต้องคำนึงถึงความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว ความเท่าเทียม และผลกระทบทางจริยธรรมด้วย
ตัวอย่างเช่น แทนที่จะใช้ AI สรุปบทเรียนให้นักเรียนอ่าน ครูอาจให้นักเรียนลองถามคำถามเดียวกันกับ AI แล้วนำคำตอบมาตรวจสอบกับแหล่งข้อมูลอื่น เปรียบเทียบความน่าเชื่อถือของข้อมูล วิเคราะห์จุดพร่อง และอภิปรายร่วมกันในห้องเรียน ซึ่งส่งผลให้ครูใช้เครื่องมือ AI สำหรับการสร้างสถานการณ์ให้ผู้เรียนได้มีการคิด วิเคราะห์ ตั้งคำถาม และตรวจสอบข้อมูล
ครูยังสามารถใช้ AI เพื่อปรับกิจกรรมหรือโจทย์ให้เหมาะกับความแตกต่างของผู้เรียน ช่วยสร้างตัวอย่างหลายระดับ หรือสนับสนุนผู้เรียนที่บกพร่องในบางด้านเพิ่มเติมได้
ระดับที่ 3 สร้างสรรค์: ใช้ AI เพื่อสร้างนวัตกรรมในการศึกษา
ระดับสูงสุดคือการที่ครูไม่ได้เป็นเพียงผู้ใช้ AI แต่สามารถนำความเข้าใจและประสบการณ์มาสร้างแนวทางการเรียนรู้ใหม่ ๆ ที่เหมาะกับบริบทของตนเอง
UNESCO มองครูในระดับนี้ว่าอาจพัฒนาไปสู่การเป็นผู้เชี่ยวชาญและตัวแทนแห่งการเปลี่ยนแปลง สามารถทดลอง ปรับ หรือประยุกต์เครื่องมือ AI เพื่อแก้ปัญหาทางการศึกษา รวมถึงร่วมพัฒนาแนวทางการใช้ AI กับเพื่อนครู โรงเรียน หรือชุมชนวิชาชีพ
ตัวอย่างเช่น ครูอาจออกแบบรูปแบบการเรียนรู้ใหม่ที่ใช้ AI เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ ใช้ข้อมูลจากการเรียนรู้มาปรับกิจกรรมให้เหมาะกับผู้เรียน หรือทดลองแนวทางใหม่แล้วนำผลที่ได้มาแลกเปลี่ยนกับครูคนอื่น
ครูในระดับนี้ยังอาจมีส่วนร่วมในการกำหนดแนวทางการปฏิบัติเรื่อง AI ภายในสถานศึกษา เช่น การกำหนดว่าให้นักเรียนใช้ AI ได้ในสถานการณ์ใด ต้องเปิดเผยการใช้อย่างไร และมีหลักเกณฑ์ใดในการตรวจสอบความน่าเชื่อถือ

อย่างไรก็ตาม UNESCO ไม่ได้มองว่าครูทุกคนต้องเดินขึ้นไปทีละระดับอย่างตายตัว เพราะความสามารถแต่ละด้านอาจพัฒนาไม่พร้อมกัน ครูบางคนอาจใช้ AI ในการสอนได้คล่อง แต่ยังต้องพัฒนาเรื่องจริยธรรมและความเป็นส่วนตัว ขณะที่บางคนอาจเข้าใจประเด็นเหล่านี้ดี แต่ยังไม่มั่นใจในการนำ AI ไปออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้
ดังนั้น แทนที่จะถามว่า “ครูคนนี้อยู่ระดับไหน” สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือการถามว่า “ตอนนี้ครูมีความพร้อมด้านไหนแล้ว และด้านไหนควรพัฒนาต่อ” เพราะเป้าหมายของกรอบนี้ไม่ใช่การแข่งขันว่าใครใช้ AI เก่งกว่า แต่คือการช่วยให้ครูสามารถตัดสินใจเกี่ยวกับ AI ได้ดีขึ้น และนำเทคโนโลยีมาใช้โดยยังคงให้การเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
ท้ายที่สุด ครูในยุค AI อาจไม่จำเป็นต้องรู้จักเครื่องมือทุกตัวที่เกิดขึ้นใหม่ แต่ควรมีพื้นฐานมากพอที่จะรู้ว่า AI ตัวไหนเหมาะกับงานอะไร ควรเชื่อผลลัพธ์มากแค่ไหน ควรใช้เมื่อใด และเมื่อใดที่ไม่ควรใช้ เพราะทักษะที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่การใช้ AI ให้เร็วที่สุด แต่คือ การใช้ AI อย่างมีเหตุผล เพื่อทำให้การเรียนรู้ของผู้เรียนดีขึ้น
อ้างอิง
UNESCO. กรอบสมรรถนะเอไอสำหรับผู้สอน (AI Competency Framework for Teachers). ฉบับภาษาไทย พ.ศ. 2569 โดยต้นฉบับภาษาอังกฤษเผยแพร่ใน พ.ศ. 2567